ข้อบังคับ "สมาคม มีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อ แห่งประเทศไทย"

ข้อ 1 สมาคมฯ นี้มีชื่อว่า “สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย” มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า “Media Agency Association of Thailand”
ข้อ 2 ตราของสมาคมฯ มีเครื่องหมายเป็นตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษสีดำว่า MAAT  โดยมีลวดลายเป็นจุดสีหยดสีแดงตรงตัวอักษร A ตัวที่ 2 ซึ่งมีความหมายแทนการกระจายสื่อไปยังกลุ่มเป้าหมาย และมีชื่อเต็มภาษาอังกฤษ Media Agency Association of Thailand อยู่เบื้องล่าง
 

ข้อ 3 สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่ ณ เลขที่ 4 ซอยพัฒนาการ 67 แยก 6 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร 10250
  คำว่า “สมาคมฯ” ต่อไปในข้อบังคับนี้ให้หมายความถึง “สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย”

ข้อ 4 สมาคมฯ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
 
4.1
เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบธุรกิจมีเดียเอเยนซี่ และผู้ประกอบธุรกิจโฆษณา และสื่อโฆษณา รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่ความสามัคคีอันดี รวมทั้งพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์โดยชอบธรรมในระหว่างสมาชิก
 
4.2
ร่วมกันกำหนดแนวทางในการพัฒนาธุรกิจสื่อโฆษณา เพื่อให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพ และยกระดับมาตรฐานสื่อโฆษณา
 
4.3
พัฒนาศักยภาพของบุคลากรในวงการสื่อโฆษณา ตลอดจนส่งเสริมมาตรฐานในวิชาชีพ และจริยธรรมทางธุรกิจ
 
4.4
ส่งเสริมการวิจัย และตรวจสอบประสิทธิภาพของสื่อโฆษณา ให้ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
 
4.5
เป็นศูนย์กลางสำหรับสมาชิกในการเผยแพร่ข่าวสาร แลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ อีกทั้งติดต่อประสานงานกับสถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ
 
4.6
สนับสนุนกิจกรรมของสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโฆษณา
    คำว่า “สมาคมฯ” ต่อไปในข้อบังคับนี้ให้หมายความถึง “สมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย”

ข้อ 5 ประเภทสมาชิกของสมาคมฯ มี 6 ประเภท และลักษณะดังต่อไปนี้
 
5.1
สมาชิกกิตติมศักดิ์  ได้แก่บุคคลซึ่งคณะกรรมการบริหารเห็นสมควรด้วยมติ 2 ใน 3
 
5.2
สมาชิกสามัญ  ได้แก่สมาชิกที่เป็น
   
ก.
บุคคลผู้ปฏิบัติงานในบริษัทวางแผนและซื้อสื่อโฆษณา หรือในบริษัทโฆษณา
   
ข.
บุคคลในแผนกวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาของบริษัท หรือห้างร้านทั่วไป
   
ค.
บุคคลซึ่งเป็นคนกลางในการติดต่อหรือซื้อขายสื่อโฆษณา
   
ง.
บุคคลผู้ผลิตสื่อโฆษณา หรือขายเนื้อที่ หรือเวลาสื่อโฆษณา
   
จ.
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและวิชาชีพสื่อโฆษณา หรือวิชาชีพโฆษณา
 
5.3
สมาชิกสถาบันประเภท ก  ได้แก่สมาชิกที่เป็นบริษัทวางแผนและซื้อสื่อโฆษณา หรือบริษัทโฆษณาที่มีหน่วยงานวางแผนและซื้อสื่อโฆษณารวมอยู่ด้วย ทั้งนี้สมาชิกสถาบัน หนึ่งราย ให้หมายถึงหนึ่งบริษัท มิใช่กลุ่มบริษัท
 
5.4
สมาชิกสถาบันประเภท ข  ได้แก่สมาชิกที่เป็นบริษัทโฆษณานอกเหนือจากที่ระบุไว้ในประเภท ก  บริษัทวิจัยเกี่ยวกับงานโฆษณา บริษัทสื่อ บริษัทผู้ผลิตสื่อ บริษัทห้างร้านผู้ผลิตวัสดุที่ใช้ในการโฆษณา  สถาบันการศึกษา หรือบริษัทและสถาบันอื่นๆ ที่คณะกรรมการบริหารเห็นสมควร ทั้งนี้สมาชิกสถาบันหนึ่งราย ให้หมายถึงหนึ่งบริษัท มิใช่กลุ่มบริษัท
 
5.5
สมาชิกอุปถัมภ์  ได้แก่สมาชิกที่มีคุณสมบัติเหมือนสมาชิกสถาบันประเภท ข ที่เป็นบริษัทผลิตสื่อโฆษณา หรือขายเนื้อที่ หรือเวลาสื่อโฆษณา หรือบริษัทอื่นใด ที่แสดงความประสงค์ในการให้การสนับสนุนและอุปถัมภ์กิจการของสมาคมฯ เป็นการพิเศ
 
5.6
สมาชิกสมทบ  ได้แก่บุคคลนอกเหนือไปจากที่ระบุไว้แล้ว และคณะกรรมการบริหารเห็นสมควรให้รับเข้าไว้เป็นสมาชิก
     
ข้อ 6 การเข้าเป็นสมาชิก ผู้สมัครต้องดำเนินการดังนี้
 
6.1
ผู้สมัครต้องแสดงความจำนงต่อเลขาธิการ โดยกรอกข้อความลงในแบบพิมพ์ของ สมาคมฯ และมีสมาชิกสามัญรับรองไม่น้อยกว่า 2 คน เว้นแต่การสมัครเป็นสมาชิกสถาบันทั้งสองประเภท และสมาชิกอุปถัมภ์ ไม่ต้องมีผู้รับรอง
 
 
6.2
ผู้สมัครจะต้องผูกพันตนตามข้อบังคับว่าด้วยหน้าที่ของสมาชิกสมาคมฯ
 
6.3
เมื่อคณะกรรมการบริหารเห็นสมควรจะรับเป็นสมาชิกได้  เลขาธิการจะแจ้งให้ผู้สมัครทราบว่าสมาคมฯ ได้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว แต่ผู้สมัครจะเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ชำระเงินค่าบำรุงตามข้อบังคับของสมาคมฯ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบเป็นต้นไป
 
 
6.4
ผู้สมัครคนใดที่คณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นว่ายังไม่สมควรจะรับไว้เป็นสมาชิกจะขอสมัครเข้าเป็นสมาชิกอีกในปีเดียวกันไม่ได้
     
ข้อ 7 ค่าบำรุงสมาคมกำหนดตามประเภทของสมาชิกดังนี้
 
7.1
สมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบ จะต้องเสียค่าบำรุงปีละ 500 บาท
 
7.2
สมาชิกสถาบันประเภท ก จะต้องเสียค่าบำรุงปีละ 20,000 บาท
 
7.3
สมาชิกสถาบันประเภท ข จะต้องเสียค่าบำรุงปีละ 10,000 บาท
 
7.4
สมาชิกอุปถัมภ์จะต้องเสียค่าบำรุงปีละ 100,000 บาท
 
7.5
สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าบำรุงรายปี
     
ข้อ 8 สิทธิของสมาชิกมีดังนี้
 
8.1
สิทธิในการออกเสียงในการประชุมใหญ่ประจำปี เป็นดังนี้
   
8.1.1
สมาชิกสามัญ สมาชิกกิตติมศักดิ์  และสมาชิกสมทบ มีสิทธิในการประชุมใหญ่เท่ากับ 1 เสียง
   
8.1.2
สมาชิกสถาบันประเภท ก  มีสิทธิในการประชุมใหญ่เท่ากับ 5 เสียง
   
8.1.3
สมาชิกสถาบันประเภท ข  มีสิทธิในการประชุมใหญ่เท่ากับ 2 เสียง
   
8.1.4
สมาชิกอุปถัมภ์ มีสิทธิในการประชุมใหญ่เท่ากับ 1 เสียง
 
8.2
สมาชิกทุกประเภท มีสิทธิเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงกิจการของสมาคมฯ
 
8.3
สมาชิกทุกประเภท มีสิทธิได้รับเอกสารเผยแพร่ความรู้และกิจการต่าง ๆ ของสมาคมฯ
 
8.4
สมาชิกอุปถัมภ์จะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นกรณีพิเศษ ตามที่คณะกรรมการประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรไว้
 
8.5
สมาชิกจะใช้สิทธิดังกล่าวข้างต้นได้ต่อเมื่อได้ชำระค่าบำรุงสมาชิกตามข้อบังคับของสมาคมฯ แล้ว
     
ข้อ 9 หน้าที่ของสมาชิก มีดังนี้
 
9.1
ต้องยึดถือเอาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโฆษณาดังต่อไปนี้เป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ
   
9.1.1
ประกอบวิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริตตามหลักปฏิบัติและวิชาการ และอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฏหมาย
   
9.1.2
ไม่ทำการใดๆ อันอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
   
9.1.3
มีความรับผิดชอบต่อสังคม และไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียในจริยธรรมและวัฒนธรรมอันดีงาม
   
9.1.4
ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันเป็นการดูหมิ่นเชื้อชาติ ศาสนา หรือความเชื่อถือ หรือสิ่งอันเป็นที่เคารพสักการะของบุคคลทั่วไป
   
9.1.5
ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันทำให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับ สินค้า บริการ การแสดง หรืออื่น ๆ หรือโอ้อวดสรรพคุณจนเกินความจริงจนทำให้ผู้เห็นหรือผู้ฟังเกิดความสำคัญผิด
   
9.1.6
ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้ความเชื่อถือเกี่ยวกับไสยศาสตร์ หรือเรื่องโชคลางมาเป็นข้อจูงใจ
   
9.1.7
ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยการเลียนแบบเครื่องหมายการค้า คำขวัญ หรือข้อความสำคัญจากการโฆษณาของผู้อื่น อันทำให้ผู้อื่นเห็น หรือผู้อื่นได้ยินเกิดความเข้าใจผิดหรือไขว้เขวเกี่ยวกับสินค้าบริการ หรือการแสดงของผู้อื่น
   
9.1.8
ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยใช้ศัพท์สถิติ ผลการวิจัย หรืออ้างอิงรายงานทางวิทยาศาสตร์ในทางที่ไม่สมควร หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดโดยที่สินค้านั้นไม่มีคุณสมบัติตามที่อ้าง
   
9.1.9
ไม่ควรกระทำการโฆษณาโดยอ้างถึงตัวบุคคล หรือสถาบัน โดยที่ตัวบุคคล หรือสถาบันนั้นไม่มีตัวตนอยู่จริงและไม่ได้ใช้สินค้าและบริการ หรือชมการแสดงนั้นจริง
   
9.1.10
ไม่ควรกระทำการโฆษณาอันอาจมีผลเป็นอันตรายต่อเด็ก หรือผู้เยาว์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือทำให้ขาดความรู้สึกผิดชอบ หรือโดยอาศัยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบุคคลดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการจูงใจโดยไม่สมควร
 
9.2
ปฏิบัติตนภายใต้หลักของการแข่งขันที่ยุติธรรม
 
9.3
ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของสมาคมฯ มติของที่ประชุมใหญ่ มติของคณะกรรมการบริหาร และหน้าที่ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากสมาคมฯ ด้วยความซื่อสัตย์โดยเคร่งครัด
 
9.4
ดำรงรักษาเกียรติและผลประโยชน์ส่วนได้เสียของสมาคมฯ ตลอดจนต้องรักษาความลับในข้อประชุมหรือวิธีการของสมาคมฯ ไม่เปิดเผยข้อความซึ่งอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคมฯ โดยเด็ดขาด
 
9.5
ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการของสมาคมฯ ให้เจริญรุ่งเรือง และมีความก้าวหน้าอยู่เสมอ
 
9.6
ต้องรักษาไว้ซึ่งความสามัคคีระหว่างสมาชิก
 
9.7
ชำระค่าบำรุงให้แก่สมาคมฯ ตามกำหนด
 
9.8
สมาชิกผู้ใดเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล สัญชาติ ย้ายที่อยู่ ย้ายที่ตั้งสำนักงาน เปลี่ยนแปลงประเภทวิสาหกิจ หรือเปลี่ยนผู้แทนนิติบุคคล จะต้องแจ้งให้เลขาธิการทราบเป็นหนังสือภายในกำหนดเวลาเจ็ดวัน นับแต่เปลี่ยนแปลง
       
ข้อ 10 สมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบ จะขาดจากสมาชิกภาพในกรณีต่อไปนี้
  10.1 ตาย
  10.2 ลาออก
 

10.3

มติคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควรให้ขาดจากสมาชิกภาพ
     
ข้อ 11 สมาชิกสถาบันประเภท ก สมาชิกสถาบันประเภท ข และสมาชิกอุปถัมภ์ จะขาดจากสมาชิกภาพในกรณีต่อไปนี้
  11.1 เลิกนิติบุคคล
  11.2 ลาออก
  11.3 มติคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควรให้ขาดจากสมาชิกภาพ
     
ข้อ 12 สมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบอาจจะเปลี่ยนประเภทซึ่งกันและกันได้ในเมื่อได้มีการเปลี่ยนอาชีพและได้แจ้งให้คณะกรรมการทราบ

ข้อ 13 สมาคมฯ นี้บริหารงานโดยคณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ ซึ่งมีจำนวนไม่เกิน 15 คน ประกอบด้วยตำแหน่งดังต่อไปนี้ อาทิเช่น
  13.1 นายก
  13.2 อุปนายก ฝ่ายการเงินและเหรัญญิก
  13.3 อุปนายก ฝ่ายวิชาการ
  13.4 อุปนายก ฝ่ายหาทุนและกิจกรรม
  13.5 อุปนายก ฝ่ายองค์กรธุรกิจสัมพันธ์
  13.6 อุปนายก ฝ่ายรัฐสัมพันธ์
  13.7 เลขาธิการ
  13.8 กรรมการบริหารตำแหน่งอื่นๆ ที่เห็นสมควร
     
ข้อ 14 นอกเหนือจากตำแหน่งดังกล่าวแล้วคณะกรรมการบริหารอาจแต่งตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการอื่นๆ ขึ้นปฏิบัติงานได้ตามความเห็นชอบ และอาจแต่งตั้งบุคคลภายนอกขึ้นเป็นกรรมการที่ปรึกษาได้ไม่จำกัดจำนวน รวมทั้งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำของสมาคมฯ อีกด้วย

ข้อ 15 ที่มาของคณะกรรมการบริหาร มีดังนี้
  15.1 ให้เลือกตั้งนายกสมาคมฯ โดยที่ประชุมใหญ่ ด้วยวิธีเสนอชื่อผู้สมควรจะเป็นนายกสมาคมฯ ซึ่งจะต้องเป็นผู้แทนจากสมาชิกสถาบันประเภท ก เท่านั้น  จากนั้นให้มีสมาชิกรับรองอย่างน้อย 7 คน แล้วให้สมาชิกเท่าที่มีอยู่ในที่ประชุม ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนายกสมาคมฯ  ผู้ที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดถือว่าได้รับเลือกเป็นนายกสมาคม
  15.2 กรรมการบริหารในตำแหน่งอื่น ๆ ที่เหลือ  ให้นายกสมาคมฯ ที่ได้รับเลือกตั้ง เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งจากสมาชิกสถาบันประเภท ก สมาชิกสถาบันประเภท ข หรือสมาชิกกิตติมศักดิ์
     
ข้อ 16 อำนาจหน้าที่กรรมการบริหารตำแหน่งต่าง ๆ มีดังนี้
  16.1 นายกสมาคม มีหน้าที่อำนวยการเพื่อให้การดำเนินการของสมาคมฯ เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบการในการปฏิบัติงานของสมาคมฯ และเป็นผู้แถลง (Spokesperson) ที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการบริหารให้ดำเนินกิจการของสมาคมฯ และเป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารตลอดจนในที่ประชุมใหญ่
  16.2 อุปนายกฝ่ายต่างๆ มีหน้าที่ช่วยเหลือนายกสมาคมฯ ในกิจการต่างๆ ดังต่อไปนี้
    16.2.1 อุปนายก ฝ่ายการเงินและเหรัญญิก มีหน้าที่เก็บรักษาและจ่ายเงินของสมาคมฯ ทำบัญชีการเงิน เก็บรักษาและจ่ายพัสดุของสมาคมฯ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการจะได้มอบหมาย
    16.2.2 อุปนายก ฝ่ายวิชาการ มีหน้าที่เผยแพร่ความรู้และตอบข้อซักถามเกี่ยวกับความรู้ทางวิชาชีพ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการจะได้มอบหมาย
    16.2.3 อุปนายก ฝ่ายหาทุนและกิจกรรม มีหน้าที่จัดกิจกรรมต่างๆ และหาทุนเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทั้งหลายของสมาคมฯ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการจะได้มอบหมาย
    16.2.4 อุปนายก ฝ่ายองค์กรธุรกิจสัมพันธ์ มีหน้าที่ประสานงานกิจการ ระหว่างสมาคมฯ และองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการจะได้มอบหมายมีหน้าที่ประสานกิจการของสมาคมฯ กับเจ้าของสื่อและผู้ผลิตสื่อต่างๆ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการจะได้มอบหมาย
    16.2.5 อุปนายก ฝ่ายรัฐสัมพันธ์ มีหน้าที่ประสานงานกิจการของสมาคมฯ กับองค์กรของรัฐต่างๆ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการจะได้มอบหมาย
    16.2.6 เลขาธิการ มีหน้าที่ประสานงานระหว่างคณะกรรมการบริหาร บริหารการประชุม ทำการโต้ตอบหนังสือ เก็บรักษาเอกสารต่าง ๆ  ของสมาคมฯ เป็นเลขานุการในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารและที่ประชุมใหญ่ ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่นายกฯ และ คณะกรรมการบริหารจะได้มอบหมาย
    16.2.7 กรรมการบริหารทั่วไป  มีหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกสมาคมฯ

ข้อ 17 อายุและการสิ้นสุดของกรรมการบริหาร มีดังนี้
  17.1 นายกสมาคมฯ อยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 2 ปี นับแต่วันที่มีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ แต่จะอยู่ในตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 4 ปี ไม่ได้
  17.2 กรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระของนายกสมาคมฯ ที่เป็นผู้แต่งตั้ง
  17.3 กรรมการบริหารจะสิ้นสุดสภาพ เพราะ
    ก. ถึงคราวออกตามวาระ
    ข. ตาย
    ค. ลาออก
    ง. ขาดสมาชิกภาพ

ข้อ 18 การประชุมคณะกรรมการบริหาร
  17.1 คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ จะต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 6 ครั้ง โดยให้มีการประชุมครั้งแรกภายใน 1 เดือนหลังจากที่ได้รับแต่งตั้ง  จากนั้นให้นายก และเลขาธิการเป็นผู้กำหนด
  17.2 การประชุมของคณะกรรมการบริหารจะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 5 ท่าน  จึงจะถือว่าเป็นองค์ประชุม
  17.3 มติที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมากของกรรมการเป็นสำคัญ หากมีเสียงเท่ากัน ให้ประธาน ในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
       
ข้อ 19 การประชุมใหญ่สามัญประจำปี
 
(1)
คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่ของสมาคมฯ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเพื่อ
    1. พิจารณากิจการและรับรองฐานะการเงิน ของสมาคมฯ ในรอบปีที่ผ่านมา
    2. แต่งตั้งผู้สอบบัญชี
    3. เลือกตั้งนายกสมาคมฯ เมื่อครบกำหนดตามข้อ 15
    4. แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ
    5. เรื่องอื่น ๆ
 
(2)
คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ จะต้องเป็นผู้กำหนดวันเวลา สถานที่และระเบียบวาระการประชุม โดยให้เลขาธิการของสมาคมฯ แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า 15 วัน
 
(3)
การตัดสินปัญหาใด ๆ ในการประชุมสมาชิก ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมเป็นหลัก  ในกรณีที่มีเสียงเท่ากัน ให้ประธานที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
 
(4)
การประชุมใหญ่ต้องมีสมาชิกประชุมร่วมกันไม่น้อยกว่า 30 เสียง จึงจะถือเป็นองค์ประชุม
       
ข้อ 20 การประชุมใหญ่พิเศษ อาจมีขึ้นได้ ในกรณีต่อไปนี้
 
(1)
คณะกรรมการบริหารพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นการสมควรที่จะเรียกประชุมใหญ่พิเศษ
 
(2)
สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 30 เสียง มีสิทธิร้องขอให้นายกสมาคม เรียกประชุมใหญ่พิเศษ แต่ในหนังสือร้องขอนั้นต้องระบุว่าจะให้ประชุมใหญ่พิเศษในเรื่องใด เมื่อนายกสมาคม ได้รับหนังสือร้องขอแล้ว ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่พิเศษขึ้นภายในกำหนด 30 วัน

ข้อที่ 21 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับในกรณีใด ๆ ก็ตาม จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่โดยมติ 2 ใน 3

ข้อที่ 22 เมื่อเลิกสมาคมฯ ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่จากที่ได้ชำระบัญชีแล้ว ให้มอบ หรือโอนทรัพย์สิน เหล่านั้น ให้แก่สาธารณะกุศลที่เป็นนิติบุคคลตามมติของที่ประชุมใหญ่ (ผู้รับต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์)